279 จำนวนผู้เข้าชม |
จับเทรนด์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ไม่ใช่แค่การพัฒนาโครงการแล้วทำการตลาดและการขาย แต่ต้องทำโปรดักต์ให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิต สุขภาพกายและสุขภาพใจผู้อยู่อาศัยด้วย
“ไตรรัตน์ จารุทัศน์” อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ก่อตั้งหลักสูตรอบรมระยะสั้นระดับผู้บริหาร Wellness Real Estate: Success Story กล่าวว่า ในอนาคตประเทศไทยจะมีคนเหลือน้อยลงจากมีอยู่ 65 ล้านคน เนื่องจากจำนวนเด็กเกิดใหม่มีน้อยกว่าคนที่กำลังจะแก่ตาย ทำให้ภาพรวมประชากรลดลงขนาดครอบครัวเดิมจาก 4 คน จะเหลือ 2 คน คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก หันไปเลี้ยงสัตว์แทน ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยจะหดตัวลง การทำธุรกิจอสังหาฯ ในรูปแบบเดิมจะไม่เติบโตอีกต่อไป ต้องขยับจากโปรเจ็กต์บ้านผู้สูงอายุที่ทำมาตั้งแต่ปี 2540 สู่ที่อยู่อาศัยส่งเสริมสุขภาวะที่ดีในราคาเอื้อมถึง
บ้านรวมทุกเจน ลดอายุป่วย
“ปัจจุบันคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ย 77 ปี แต่มีช่วงสุขภาพดีเพียง 67 ปี เป้าหมายของที่อยู่อาศัยและการดูแลสุขภาพยุคใหม่จึงเป็นการลดช่วงเวลา 10 ปีที่ต้องทนทุกข์ทรมาน จากโรคภัยไข้เจ็บให้สั้นที่สุด เพื่อให้คนมีสุขภาพดีจนถึงวาระสุดท้าย หรือเรียกว่า Longevity รวมถึงความสุขทางใจ ที่หมายถึงการมีเป้าหมายในการตื่นมามีสังคม เพื่อนฝูง เพื่อใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างไม่รู้สึกไร้ค่า”
ทำให้การแยกผู้สูงอายุไปอยู่รวมกันอย่างโมเดลบ้านบางแค หรือสวางคนิเวศ เริ่มไม่ตอบโจทย์ เกิดเป็นแนวคิดที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่อาศัยในบ้านเดิมของตัวเองได้อย่างปลอดภัย ยาวนานที่สุด และอยู่ร่วมกับเจเนอเรชั่นอื่น ๆ ในครอบครัว ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น และวัยทำงาน
ชู 3 องค์ประกอบบ้านเวลเนส
สำหรับอสังหาฯ “ไตรรัตน์” ให้ทางรอดว่า ผู้ประกอบการต้องปรับเข้าสู่ยุคใหม่ เน้นคุณภาพการอยู่อาศัยมากขึ้น ทำให้มีชีวิตที่ดี ได้ทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนทุกวัยใช้งานได้ ผ่าน 3 องค์ประกอบ 1.ออกแบบที่อยู่อาศัยตามหลัก Universal Design มีราวจับ ทางลาด อากาศถ่ายเท แสงแดด และนวัตกรรมต่าง ๆ 2.กิจกรรมในพื้นที่ส่วนกลาง และมีคอมมิวนิตี้ และ 3.สามารถเชื่อมต่อบุคลากรที่มีความรู้ด้านการดูแลสุขภาพได้
เมื่อผู้ประกอบการหันมาสนใจ “เวลเนส” กันมากขึ้น เทรนด์แรกที่จะเกิดขึ้น คือ การปรับปรุงบ้านเดิม เริ่มเห็นจาก บมจ. เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่งปรับปรุงบ้านเดี่ยวราคา 2 ล้านบาท หรือทาวน์เฮาส์ ไม่เกิน 3-4 ล้านบาท คาดว่าหลังที่อยู่อาศัยเดิมมั่นคงแล้วจะค่อย ๆ ขยายไปสู่โครงการเปิดตัวใหม่ และมีแนวโน้มเทรนด์นี้จะบูมในโครงการแนวราบก่อนคอนโดฯ
“อีก 8 ปีสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด คนที่เกิดปี 2506-2526 จะทยอยอายุครบ 60 ปีไปทีละ 1 ล้านคนต่อเนื่องไปอีก 12 ปี เพราะฉะนั้นเจนวายที่มีกำลังซื้อก็จะคิดเรื่องนี้ และจะบูมมาก”
“ไตรรัตน์” อธิบายว่า อสังหาฯ เวลเนสในราคาที่เอื้อมถึง หรือ Affordable Wellness Real Estate ขนาดบ้านอาจเล็กลงจาก 100 ตร.ว. เหลือ 50 ตร.ว. โดยมีราคาเท่าเดิม แต่ออกแบบตามหลัก UD มีนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ประกอบด้วย ห้องนอนชั้นล่าง วัสดุรักษ์โลก ระบายอากาศได้ดี ไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศทั้งวันก็อยู่ได้
ไทยจ่อขึ้นแท่นฮับ Longevity
เมื่อหันกลับไปมองเทรนด์ใหญ่ของโลก ข้อมูลจาก BDMS Wellness Clinic ระบุว่า Global Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเวลเนสโลกกำลังเติบโตจากปี 2563 มูลค่าอยู่ที่ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 และคาดว่าในปี 2571 มูลค่าจะแตะ 8.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
“ไตรรัตน์” ระบุว่า ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะเติบโตไปเป็น Global Longevity Living Destination สังเกตได้จากผู้ประกอบการหลายรายเริ่มพัฒนาอสังหาฯ นำเสนอความเป็นเวลเนสลักเซอรี่ ตอบโจทย์ทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะต่างชาติที่กำลังซื้อสูง มองว่าประเทศไทยเหมาะสม ปลอดภัยจะใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลาย ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะ “ภูเก็ต” ที่ดึงดูดต่างชาติกลุ่มมั่งคั่งสูง
“เรามีดีทั้งด้านอาหาร ต่างชาติมองเราเป็น Safe Heaven มีความปลอดภัย มีบริการที่ดี ภูมิรัฐศาสตร์เหมาะ เรามีซอฟต์พาวเวอร์ด้านการบริการนวดบำบัด จนสามารถส่งออกไปทำงานต่างประเทศได้ ทั้งหมดนี้ทำให้ Wellness Real Estate คือ New S-Curve ของไทย แม้สัดส่วนในระบบเศรษฐกิจจะยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับด้านอื่น แต่มีอัตราการเติบโตสูง และเป็นโอกาสทองของคนรุ่นใหม่ในการเรียนสายสุขภาพ เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างแน่นอน” ไตรรัตน์ทิ้งท้าย
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 สิงหาคม 2569