ฟื้นความเชื่อมั่นและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : ก่อนสายเกินไป

51 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ฟื้นความเชื่อมั่นและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : ก่อนสายเกินไป

ฟื้นความเชื่อมั่นและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : ก่อนสายเกินไป

หลังจากเลือกตั้งผ่านไป รัฐบาลได้เรียกประชุมการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ทันทีเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลประกาศให้ความสำคัญกับมิติต่างประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น แม้ส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ก็มาพร้อมปัญหาและข้อเสนอ

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้ความเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า

1.สื่อต่างชาติ “ประจาน” เศรษฐกิจไทย : สัญญาณเตือนที่ต้องฟัง

Financial Times และ Bloomberg สื่อเศรษฐกิจระดับโลก ได้วิจารณ์เศรษฐกิจไทยว่า “ผู้ป่วยของเอเชีย” คำกล่าวเช่นนี้ แม้จะเป็นมุมมองจากภายนอก แต่สร้างแรงกระเพื่อมต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักลงทุนทั่วโลก การนำเสนอข่าวในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงบทวิเคราะห์ธรรมดา หากแต่เป็น “สัญญาณเชิงความเชื่อมั่น” ที่สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มตั้งคำถามต่อศักยภาพการเติบโตของไทยในระยะยาว ผลกระทบที่ตามมา ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติชะลอตัว หรือความเสี่ยงประเทศอาจเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อค่าเงินบาท ตลาดทุน และต้นทุนการกู้ยืม

2.รื้อและเร่งปรับเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนไทย ต่างชาติและเศรษฐกิจไทย

การรื้อฟื้นความเชื่อมั่นและปรับตัวของโครงสร้างเศรษฐกิจมาพร้อมๆ กับอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย ผมขอเสนอและมีประเด็น ดังนี้

2.1 การเมืองไม่มีเสถียรภาพ : โจทย์ใหญ่ที่บั่นทอนความเชื่อมั่น

เสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กำหนดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาว จำเป็นต้องอาศัย
“ความแน่นอนของนโยบาย” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระบบการเมืองไทยเผชิญความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความไม่แน่นอนของโครงสร้างทางการเมือง การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อายุรัฐบาลที่สั้นเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักลงทุน ซึ่งมองว่าไทยมี “ความเสี่ยงเชิงนโยบาย” (Policy Risk) สูงกว่าบางประเทศคู่แข่ง การเมืองที่ขาดเสถียรภาพทำให้นโยบายเศรษฐกิจขาดความต่อเนื่อง เกิดปรากฏการณ์ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ชะลอหรือทบทวนใหม่ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่สามารถเดินหน้าครบวงจร กฎหมายเศรษฐกิจสำคัญล่าช้านักลงทุนจึงไม่มั่นใจว่าทิศทางนโยบายจะดำเนินต่อไปในระยะ 5-10 ปี หรือไม่ เมื่อความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนมักเลือก “รอดูสถานการณ์” ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนชะลอ และกระทบต่อการขยายตัวของ GDP ในที่สุด

2.2 เพิ่มศักยภาพภาคการผลิต : ไทยกำลังถอยหลังในสนามแข่งขัน

ปัจจุบัน ศักยภาพการผลิตของไทยกำลังถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า ผลผลิตต่อไร่ในภาคเกษตรต่ำ เทคโนโลยีการผลิตที่ล้าหลังในบางอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน โครงสร้างธุรกิจไทยยังอ่อนแอ SMEs มีสัดส่วนต่อ GDP เพียงประมาณ 30% มีสัดส่วนต่อการส่งออกเพียง 10% ของมูลค่าส่งออกรวม ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า SMEs ไทยยังไม่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่างจากเวียดนามที่ SMEs มีบทบาทสำคัญในฐานการผลิตเพื่อการส่งออก

2.3 กำลังแรงงานวิกฤต : โจทย์ใหญ่กว่าที่คิด

1) ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ

ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged Society) อย่างสมบูรณ์แล้ว ปี 2567 มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 13 ล้านคน คิดเป็นราว 20% ของประชากรทั้งหมด ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนนี้จะเพิ่มเป็นประมาณ 20 ล้านคน ส่งผลให้กำลังแรงงานไทยลดลงจากปัจจุบันประมาณ 40 ล้านคน เหลือเพียงประมาณ 35 ล้านคน นั่นหมายความว่า ไทยกำลังเผชิญ “แรงงานลด ผลิตภาพไม่เพิ่ม” ซึ่งเป็นสมการอันตรายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

2) คุณภาพการศึกษาถอยหลัง การแข่งขันในอาเซียนต่ำลง

ศักยภาพนักเรียนไทยในหลายการประเมินระดับนานาชาติยังตามหลังบางประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม ปัญหาอยู่ที่หลักสูตรไม่เชื่อมโยงภาคการผลิต ขาดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ขาดทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง มาตรฐานคุณภาพการศึกษายังไม่เทียบเท่าระดับสากล ผลลัพธ์คือการผลิตบัณฑิตที่ไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ภาคเอกชนต้องลงทุนฝึกอบรมเพิ่ม และลดความสามารถแข่งขันของประเทศ การรื้อหลักสูตรครั้งใหญ่จึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก

3) ขาดแรงงานอาชีวะอย่างรุนแรง

ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องการแรงงานทักษะกลางและสูงจำนวนมาก แต่ระบบการผลิตแรงงานอาชีวะยังไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่เพิ่มสถาบันผลิตแรงงานสายอาชีพคุณภาพสูง
จัดตั้ง “โรงงานทักษะวิชาชีพ” ที่ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้อาชีวศึกษาเป็นเส้นทางอาชีพที่มั่นคงและรายได้สูง หากไม่เร่งแก้ไข ไทยจะเผชิญภาวะ “ขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต แต่มีแรงงานส่วนเกินในบางสาขา” ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน

2.4. ขาดนวัตกรรมและเทคโนโลยี : จุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ฉุดศักยภาพประเทศ

แม้งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ยังไม่เพียงพอ และยังไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น ปัญหาระบบจัดสรรทุนวิจัยและขาดความต่อเนื่องของงบประมาณเงินน้อยไม่ต่อเนื่อง ไม่เชื่อมโยงตลาด และไทยยังเป็นเพียงฐานการผลิต ไม่ใช่ฐานเทคโนโลยี ประเทศจะติดอยู่ในกับดักมูลค่าเพิ่มต่ำ และความเชื่อมั่นนักลงทุนระยะยาวจะลดลง

2.5 FDI ไม่เชื่อมโยงกับ SMEs และภาคเกษตรไทย : การเติบโตที่ไม่กระจาย

แม้ประเทศไทยจะสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ปีละหลายแสนล้านบาท แต่เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย แนวโน้มการเติบโตของ FDI ไทยกลับไม่โดดเด่นเท่าที่ควรอย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่เพียง “ปริมาณ” ของ FDI เท่านั้น แต่คือ “คุณภาพของการเชื่อมโยง” ภายในประเทศ เพราะนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากเครือข่ายเดิมในต่างประเทศใช้เทคโนโลยีจากบริษัทแม่ มีการถ่ายทอดองค์ความรู้จำกัด

ผลที่ตามมา คือ การเชื่อมโยงกับ SMEs ไทยต่ำ หรือมี Local Content ในห่วงโซ่การผลิตต่ำ เมื่อ SMEs ไม่ได้เข้าไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือผู้ให้บริการใน supply chain อย่างแท้จริง

ก็ไม่สามารถเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนต่างชาติได้

ที่มา : มติชน ออนไลน์ 20 กุมภาพันธ์ 2569

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้