920 จำนวนผู้เข้าชม |
จากบ้านในฝันสู่คดีความ 300 ล้านบาท วิกฤตศรัทธาที่ตลาดรับสร้างบ้านไม่เคยเผชิญตลาดรับสร้างบ้านไทยกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังผู้บริโภคกว่า 160 ราย จากทั่วประเทศ รวมตัวเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทรับสร้างบ้านรายหนึ่ง ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการ “รายใหญ่ มีหลายสาขา” ของตลาด
ข้อมูลจากสมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA) ระบุว่า มูลค่าความเสียหายรวมสูงกว่า 300 ล้านบาท ข้อร้องเรียนมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน ตั้งแต่การเบิกเงินงวดไปแล้วแต่หยุดก่อสร้าง การปล่อยงานค้างนานหลายปี ไปจนถึงคุณภาพงานที่ไม่ได้มาตรฐานตามสัญญาบางกรณี บ้านมูลค่ากว่า 4–5 ล้านบาท ผ่านไปเกือบ 2 ปี ยังเหลือเพียงโครงสร้างโล่ง ไม่มีประตู-หน้าต่าง หรือช่างเข้าพื้นที่ ความฝันเรื่อง “บ้านหลังแรก” จึงกลายเป็นภาระหนี้และคดีความยืดเยื้อ

รากปัญหาไม่ใช่โกง แต่คือ “โมเดลธุรกิจพัง”
การวิเคราะห์ของ THBA ชี้ว่าวิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้เริ่มจากเจตนาฉ้อโกง หากแต่เกิดจากความล้มเหลวของโมเดลธุรกิจ โดยเฉพาะกลยุทธ์อันตรายอย่าง "สงครามราคา" บริษัทเสนอราคาค่าก่อสร้างต่ำกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญเพื่อดึงดูดลูกค้างบจำกัด แต่ราคาที่ดูคุ้มในวันเซ็นสัญญากลับกลายเป็นชนวนของวิกฤตในระยะยาว

เมื่อราคาต่ำกว่าต้นทุนจริง วงจรปัญหาจึงเริ่มต้น
ตั้งแต่วิกฤตสภาพคล่อง การลดคุณภาพวัสดุ การใช้แรงงานไร้ฝีมือ จนถึงการนำเงินลูกค้าใหม่มาหมุนจ่ายงานเก่า กลไกที่คล้าย Ponzi โดยไม่รู้ตัว และเมื่อ ยอดขายชะลอ วงจรเงินสดสะดุดการก่อสร้างทุกโครงการก็หยุดพร้อมกันปลายทางคือคำเดียวที่ผู้บริโภคหวาดกลัวที่สุด“ทิ้งงาน” พังยิ่งกว่าทิ้งงาน คือ “ทุบความเชื่อเดิมของผู้บริโภค” ผลกระทบที่รุนแรงที่สุด ไม่ใช่ความเสียหายทางการเงินแต่คือการทำลายกลยุทธ์ลดความเสี่ยงของผู้บริโภคทั้งตลาด ในอดีตผู้บริโภคเชื่อว่า “ถ้าไม่อยากเสี่ยงก็เลือกบริษัทใหญ่มีแบรนด์มีหลายสาขา” แต่คดีนี้กลับตอกย้ำข้อสรุปใหม่ที่เจ็บปวดกว่าเดิมว่า “แม้แต่รายใหญ่ก็เชื่อไม่ได้”
นี่คือจุดกำเนิดของ “วิกฤตศรัทธา” อย่างแท้จริง
ไม่ใช่ความกลัวใหม่ แต่คือการยืนยันว่าความกลัวเดิมนั้น “เป็นเรื่องจริง” เมื่อข้อมูลสาธารณะไม่น่าเชื่อตลาดจึงถอยสู่โลกใต้ดินอีกผลกระทบที่ค่อยๆ กัดกินตลาดคือการเสื่อมค่าของข้อมูล ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับรีวิวออนไลน์ เพจโฆษณา และการตลาดดิจิทัล
เมื่อเสียงวิจารณ์ถูกลบ ถูกข่มขู่ หรือถูกจัดการด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ผู้บริโภคจึงหันไปพึ่ง “หลังไมค์” และเครือข่ายส่วนตัวเกิดปรากฏการณ์ “Dark Social” ที่ข้อมูลจริงกระจายแบบลับๆ ตรวจสอบยาก ผลลัพธ์คือบริษัทดีๆ แยกตัวไม่ออกจากบริษัทเสี่ยง ขณะที่ผู้บริโภคต้องใช้พลังมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเพียงเพื่อจะตัดสินใจสร้างบ้านหนึ่งหลัง
ผู้บริโภคเปลี่ยนเกม จากดูราคา สู่ตรวจลึก
THBA ประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้กำลังบังคับให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่จาก “เลือกถูก” เป็น “เลือกที่ตรวจสอบได้” ผู้บริโภคเริ่มมองหาสัญญาที่เป็นธรรม งวดเงินที่ผูกกับงวดงานตรวจผลงานจริงมากกว่าภาพโฆษณาและให้ความสำคัญกับมาตรฐานมากกว่าคำเคลมในอีกด้านหนึ่ง บริษัทรับสร้างบ้านก็ถูกกดดันให้ยกระดับตัวเองเพราะชื่อเสียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
จากการตลาดบนศรัทธา สู่การตลาดบนมาตรฐาน
สมาคมไทยรับสร้างบ้านจึงเดินเกมระยะยาวด้วยการผลักดัน “คู่มือมาตรฐานการก่อสร้างบ้านพักอาศัย” ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุ กระบวนการก่อสร้าง การตรวจคุณภาพไปจนถึงจรรยาบรรณและความถูกต้องทางภาษี
วิกฤตที่บังคับให้ทั้งระบบต้องโต
คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับสร้างบ้านรายใหญ่ ไม่ใช่แค่ปัญหาของบริษัทเดียวแต่คือ “ตัวเร่ง” ที่เปิดโปงรอยร้าวเชิงโครงสร้างของทั้งอุตสาหกรรม หากวิกฤตนี้จะมีคุณค่าใดหลงเหลือมันอาจเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคเข้มแข็งขึ้นผู้ประกอบการยกระดับตัวเองและภาครัฐขยับจากการแก้ปลายเหตุสู่การกำกับเชิงป้องกัน เพราะในวันที่ “บ้าน” คือการลงทุนทั้งชีวิต สิ่งที่ตลาดต้องส่งมอบ ไม่ใช่แค่ปูน เหล็ก และหลังคา แต่คือความเชื่อมั่นที่สร้างเสร็จจริงไม่ทิ้งไว้กลางทาง
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 24 ธันวาคม 2568