72 จำนวนผู้เข้าชม |
“วิทัย”ผู้ว่าแบงก์ชาติ ห่วงสถานการณ์ “หนี้” ชี้ยังเป็นขาขึ้น เอ็นพีแอล “เอสเอ็มอี” พุ่งแตะ 9.5% สวนทางรายใหญ่หนี้เสียต่ำแค่ 1.5% ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำสูง ขณะที่เศรษฐกิจซึมต่ำกว่าศักยภาพ K-Shaped รุนแรงยิ่งขึ้น

“เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ขณะที่ “ปัญหาหนี้เสีย” เริ่มส่งสัญญาณ “น่ากังวล” โดยเฉพาะใน “กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง” และ “ขนาดย่อม” หรือ SME ที่แม้ภาพรวมทั้งหนี้ครัวเรือนไทย สถานการณ์หนี้ลดต่ำกว่า 90% ของ “จีดีพี” หรือภาพรวมหนี้เสียโดยรวมของระบบธนาคารจะไม่ได้เพิ่มขึ้นนัก
แต่หากเจาะลึกถึงไส้จะเห็นถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใต้พรมอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาหนี้เสียของ “เอสเอ็มอี” ที่เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย และมีอัตราการจ้างงานสูงสุดของไทย
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า มุมเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน กำลังอยู่ภาวะ “โตซึมลงมาเรื่อยๆ” จากในอดีตเคยเติบโตระดับ 5% ลดลงมา 4% และ 3% ก่อนที่ปี 2569 คาดว่าขยายตัว 2.3% แม้ดีกว่าช่วงเริ่มต้นของสงครามที่เคยประเมินว่าเศรษฐกิจอาจโตเพียง 1.5-1.6% แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรเติบโตได้ 2.7-3.0%
ในมุม ธปท.ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยปัจจุบันมาจากทั้ง “เงินเฟ้อ” ที่มาจากความผันผวนตามสถานการณ์โลก และต้นทุนพลังงาน ปัญหาหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน
NPL ขาขึ้น “เอสเอ็มอี” เปราะบางสุด
ตัวหนึ่งที่สะท้อนความอ่อนแอในระบบเศรษฐกิจไทยคือ ปัญหา “หนี้เสีย” ปัจจุบัน NPLของระบบโดยรวมกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเพิ่มจาก 2.85% มาอยู่ที่ 2.97% ในเดือนพ.ค.2569 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่ำ
“วันนี้เราเห็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นชัดเจนขึ้นมาถึงระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้รุนแรงมาก เราจึงพยายามออกโครงการแก้มัน สิ่งที่กังวลสูงๆ คือ หนี้เสียของเอสเอ็มอีตอนนี้ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาที่ 9.5% รายใหญ่ 1.5% และสัญญาณหนี้เสีย uptrend ขึ้นต้องมอนิเตอร์”
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของเอสเอ็มอี หากเทียบกับรายใหญ่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน และอำนาจต่อรอง โดยธุรกิจขนาดใหญ่มี Bargaining Power มากกว่า สามารถปรับตัวรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดีกว่า ขณะที่เอสเอ็มอีมีข้อจำกัดมากกว่า และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
ความเสี่ยงของ “เอสเอ็มอี” จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวธุรกิจ เพราะกลุ่มนี้เป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ หากธุรกิจประสบปัญหาหนี้เสีย และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ ย่อมกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ประชาชน และการบริโภคภายในประเทศ
ไม่เพียงเท่านั้น หากดูจากสินเชื่อเอสเอ็มอี ยังน่าห่วงต่อเนื่อง ปัจจุบันสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบมา15 ไตรมาส ยิ่งสะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน เมื่อธนาคารมีความระมัดระวังมากขึ้นจากความเสี่ยงของหนี้เสียธุรกิจที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนหรือเงินลงทุนเพื่อปรับตัวก็ยิ่งเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก
“ปัญหาเหล่านี้มีลักษณะเป็นวงจร หาก SMEไม่สามารถเข้าถึงเงินทุน ก็ยากที่จะลงทุนหรือปรับปรุงธุรกิจ เมื่อธุรกิจเติบโตไม่ได้ รายได้ก็ไม่เพิ่ม ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง และมีโอกาสกลายเป็น NPL มากขึ้น”
“เศรษฐกิจต้องโต” ทางออกหนี้เสีย
สำหรับ “วิทัย” การแก้ปัญหาหนี้ที่ดีที่สุดมีเพียงวิธีเดียวคือ “เศรษฐกิจต้องโต” เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ธุรกิจจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น และสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ส่งผลให้เอ็นพีแอลลดลงอย่างยั่งยืน
ดังนั้น การแก้ปัญหาหนี้เสียจึงไม่สามารถพึ่งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำควบคู่กับการสร้างเงื่อนไขให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตตามศักยภาพ ในส่วนของ SME ธปท. ได้ผลักดันโครงการ Credit Boost ซึ่งเป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคารในการปล่อยกู้ให้ธุรกิจขนาดเล็ก
ขณะเดียวกัน ยังมีการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้สำหรับลูกหนี้บางกลุ่ม โดยคงระดับการผ่อนชำระเช่น 50% หรือ 70% แทนการปรับเพิ่มขึ้นตามกำหนดเดิม เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ต้องแบกรับภาระสูงเกินไปในช่วงที่รายได้ยังไม่ฟื้น สำหรับผู้ประกอบการโรงแรม ธปท. ขยายมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ออกไปอีก 1.5 ปี เพื่อเพิ่มเวลาให้ธุรกิจฟื้นตัว และลดโอกาสที่ลูกหนี้จะไหลเข้าสู่ NPL
หนี้ครัวเรือนยังสูง ต้องใช้เวลาแก้
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งแม้สัดส่วนต่อจีดีพีลดลงจากระดับสูงสุดประมาณ 90% มาอยู่ที่ราว 87% แต่ยังเป็นภาระที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข ซึ่งหลักการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่แตกต่างจากหนี้ธุรกิจ เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่การเพิ่มรายได้ เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้จะเพิ่มขึ้น และเมื่อจีดีพีเติบโตเร็วกว่าหนี้ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ก็จะลดลงตามธรรมชาติ ในระหว่างที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ธปท.จึงใช้มาตรการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาภาระของลูกหนี้ ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1% และการผลักดันมาตรการแก้หนี้
มาตรการสำคัญ ได้แก่ คลินิกแก้หนี้ และการปรับบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ SAM ให้มีบทบาทเป็น Social AMC เพื่อช่วยจัดการหนี้รายย่อยที่มีวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท รวมถึงการใช้มาตรการ Haircut เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการชำระหนี้ได้ ส่วนลูกหนี้ที่ยังมีปัญหาสภาพคล่อง ธปท. พยายามคงระดับการผ่อนชำระแบบ Step Payment เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระเพิ่มขึ้นเร็วเกินไปจนกลายเป็นหนี้เสีย
SME-รายย่อยยังเปราะบาง
“วิทัย” ยังกล่าวอีกว่า ในปัจจุบันแม้ผลกำไรของธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในระดับดี เช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ และธนาคารมีความสามารถในการปรับตัว และมีอำนาจต่อรองสูงกว่า จึงรับแรงกระแทกจากต้นทุนพลังงานหรือสถานการณ์สงครามได้ดีกว่า
ขณะที่เอสเอ็มอี และประชาชนรายย่อยได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะต้นทุนพลังงาน และอาหารมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ภาพดังกล่าวทำให้ ธปท.ต้องให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมทางการเงินมากขึ้น ทั้งการลดค่าธรรมเนียมบางประเภทที่เคยเป็นรายได้หลักของธนาคาร และการเพิ่มการแข่งขันในระบบการเงิน เช่นการเตรียมเปิด Virtual Bank เป็นหนึ่งในแนวทางที่ ธปท. คาดว่าจะช่วยเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้กลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้ที่ไม่มีเงินเดือนประจำ สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
อีกความเสี่ยงที่ ธปท.ให้ความสำคัญคือ การใช้ระบบการเงินเป็นช่องทางของทุนเทา คอร์รัปชัน และกิจกรรมในเศรษฐกิจนอกระบบ ธปท. จึงออกมาตรการควบคุมการถอนเงินสดจำนวนมากเกิน 5 ล้านบาท โดยให้แจ้งเหตุผลความจำเป็น หรือทำ Due Diligence เพื่อให้สามารถตรวจสอบธุรกรรมที่มีความเสี่ยงได้
ขณะเดียวกัน ยังเข้าไปดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้เงินบาท เพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทที่ไม่ได้เกิดจากกิจกรรมเศรษฐกิจจริง มาตรการดังกล่าวทำให้การถอนทองคำแท่งจากร้านทองลดลงจากประมาณ 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน เหลือประมาณ 700 กิโลกรัม
นอกจากนี้ ธปท. ยังดำเนินการปิดบัญชีที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ไปแล้วกว่า 2,000 บัญชี เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นช่องทางสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย
ปรับบทบาท ธปท. สู่แก้ปัญหาเศรษฐกิจจริง
สุดท้าย “วิทัย” มองว่าภายใต้วิสัยทัศน์ “ยืนตรง ราย ยื่นมือติดดิน” ธปท.จำเป็นต้องปรับบทบาทให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งดูแลเสถียรภาพทางการเงินมหภาค ธปท.ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น โดยเฉพาะการทำความเข้าใจปัญหาของ SME ลูกหนี้รายย่อย และประชาชนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน
การทำงานของ ธปท.จึงต้องเชื่อมโยงหน่วยงานอื่นมากขึ้น เพราะปัญหาที่ไทยกำลังเผชิญไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยเครื่องมือการเงินเพียงอย่างเดียว เช่น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศสะสมมานาน ตั้งแต่สังคมผู้สูงอายุ คุณภาพการศึกษา ไปจนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME
สำหรับปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการ “กดปุ่ม” เพียงครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยการลงมือทำจริง และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
บทบาทของ ธปท.จึงต้องขยับจากการดูแลเสถียรภาพในภาพรวม ไปสู่การเข้าไปสัมผัสปัญหาของเศรษฐกิจจริงมากขึ้น เพื่อให้มาตรการทางการเงินตอบโจทย์ปัญหาได้ตรงจุด
“เป้าหมายของ ธปท.ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และประชาชนกินดีอยู่ดี ควบคู่การรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ระดับต่ำ และดูแลเสถียรภาพของประเทศ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแก้ NPL ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดหนี้เสียใหม่"
พร้อมกับสร้างเงื่อนไขให้ธุรกิจ และประชาชนมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ ในกลุ่ม SME ธปท.ต้องช่วยให้ธุรกิจที่ยังมีศักยภาพเข้าถึงเงินทุนเพื่อปรับตัว ขณะที่ลูกหนี้ที่มีปัญหาต้องได้รับโอกาสปรับโครงสร้างหนี้ และฟื้นตัว หรือครัวเรือนที่ต้องจัดการหนี้ที่มีอยู่
ขณะเดียวกันต้องป้องกันการก่อหนี้ใหม่ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะ BNPL ที่กำลังขยายตัวในกลุ่มคนรุ่นใหม่
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 31 กรกฎาคม 2569