วิกฤตศรัทธาลามทุ่ง กดจีดีพีไทย หวัง รัฐบาลใหม่ แก้เกมไว

115 จำนวนผู้เข้าชม  | 

วิกฤตศรัทธาลามทุ่ง กดจีดีพีไทย หวัง รัฐบาลใหม่ แก้เกมไว

ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพี สะท้อนได้จากตัวเลขจีดีพีไทยที่โตต่ำกว่าศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โดยปัญหาเชิงโครงสร้างที่พูดถึงกันมาตลอด ทั้งต้นตอของปัญหาและแนวทางการแก้ไข แม้จะรู้ทุกอย่างแต่นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ยังดูเหมือนยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นขนาดของปัญหาที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ย้อนกลับไปพิจารณาจุดเริ่มต้นคำว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย พบว่าสะสมมานานนับทศวรรษ ซึ่งต้นตอก็มาจากความแตกต่างกันของชนชั้นปกครองและประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ สร้างความเหลื่อมล้ำเป็นรูโหว่ที่ยากจะอุดได้ไหว ทั้งด้านรายได้ ทุนผูกขาดขนาดใหญ่ การศึกษา ความเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ และคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงใหญ่อย่างการปรับเปลี่ยนประเทศที่เป็นเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม จนปัญหาที่สั่งสมมาเป็นเวลานานเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นในประเทศเมื่อปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ถือเป็นการปะทุของปัญหาการเงินและทุนสำรองที่ล้มเหลว

⦁ มูลเหตุปัญหาโครงสร้างไทย

นิยามคำว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเกิดจากการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่ขาดประสิทธิภาพเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ 2. ขาดการพัฒนาคุณภาพของทรัพยากร อาทิ แรงงาน และ 3. กฎเกณฑ์หรือกติกาทางเศรษฐกิจไม่เอื้อให้เกิดประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำหรือไม่คุ้มค่า ทำให้ไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ เศรษฐกิจจึงเติบโตช้าและมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม สะท้อนจากการส่งออกไทยที่ฟื้นตัวช้าและสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีที่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค รวมทั้งคะแนน PISA1 หรือโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ค่อนข้างมาก จากปัญหาคุณภาพแรงงาน และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยส่วนหนึ่งเกิดจากความสามารถในการหารายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย


แนวทางในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรการผลิต อาทิ 1. การพัฒนาระบบการศึกษาและคุณภาพแรงงาน 2. การปรับกฎกติกาของภาครัฐเพื่อลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เช่น การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย และการเพิ่มขีดความสามารถของภาครัฐ 3. การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ อาทิ ระบบคมนาคมเพื่อให้ต้นทุนด้านขนส่งลดลง และ 4. การส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของผู้ผลิต โดยเน้นย้ำว่าปัญหาเชิงโครงสร้างบางเรื่องสามารถแก้ไขได้เร็วหากตั้งใจลงมือทำ อาทิ การปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย และการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ขณะที่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลานานและต้องอาศัยความตั้งใจจริงและต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการศึกษา และคุณภาพแรงงาน แต่หากทำได้สำเร็จ ก็จะช่วยพลิกฟื้นการใช้ทรัพยากรการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

⦁ ถูกดาวน์เกรดต่อเนื่อง

เมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทยและเมียนมา ระบุถึงเศรษฐกิจไทยปี 2569 ประเมินว่าจะสามารถขยายตัวได้เพียง 1.6% สะท้อนข้อจำกัดจากอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแรงและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่การเติบโตที่ครอบคลุมและมีผลิตภาพที่สูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

ภาคการผลิตของไทย ซึ่งเคยเป็นเสาหลักสำคัญกำลังเผชิญกับความท้าทาย โดยสัดส่วนของภาคการผลิตในจีดีพี ลดลงจาก 31% ในปี 2553 เหลือเพียง 25% ในปัจจุบัน ขณะที่ผลิตภาพเริ่มหยุดนิ่ง สถานการณ์นี้ถือเป็นเสียงเตือนให้ไทยต้องเร่งยกระดับและเปลี่ยนผ่านฐานอุตสาหกรรมไปสู่ความยั่งยืนหรือการเป็นสีเขียว หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ลำพังเพียงการระบุอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือวิธีการในการขับเคลื่อน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 5 ด้านหลักให้สอดประสานกัน ได้แก่ ทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ การเงิน และเทคโนโลยี

ธนาคารโลกมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยคาดว่าในปี 2570 อัตราการเติบโตจะกระเตื้องขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 2.3% ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากแรงส่งของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่ยังคงแข็งแกร่ง ประกอบกับมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ อาทิ กลไกฟาสพาส นำโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น

⦁ รู้แต่ทำไม่ได้แก้ไขไม่เป็นผล

เมื่อประเทศไทยถูกธนาคารโลกปรับลดจีดีพีลงต่ำกว่า 2% ถือว่าสร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อย เนื่องจากทั้งนักวิชาการ นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ต่างออกมาพูดถึงกรณีนี้อย่างไม่ขาดสาย แต่หากย้อนกลับไป ก็จะเห็นว่าประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอด โดย สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ระบุถึงคาดการณ์ที่ธนาคารโลกมองจีดีพีไทยโตเพียง 1.6% ในปีนี้นั้น ถือเป็นตัวเลขที่ไม่น่าแปลกใจ เพราะสอดคล้องกับการประเมินของหน่วยงานอื่นทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง

ทำให้เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว จำเป็นต้องออกแรงให้มากขึ้นเพราะถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไทยถูกมองว่าขาดเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากยังคงฝากความหวังไว้กับนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เนื่องจากนโยบายประชานิยม จะไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ รัฐบาลต้องทำงานเชิงรุก มีมุขใหม่ๆ ในการบริหารประเทศ หรือจัดทำพิมพ์เขียวที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรระหว่างประเทศ เพราะหากไม่มีมุขใหม่ เศรษฐกิจก็คงบวกหรือลบจากกรอบ 1.6% นี้ไม่มากนัก

คู่แข่งที่สำคัญอย่างเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายกับไทย และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จนอาจแซงหน้าไทยได้ภายใน 2-3 ปี หากไทยไม่เร่งปรับตัวส่วนประเทศ สิงคโปร์ แม้เศรษฐกิจจะเติบโตไม่หวือหวาในปัจจุบัน แต่มีขนาดจีดีพีสูงกว่าไทย ทั้งที่มีประชากรเพียง 5 ล้านคน สะท้อนถึงประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างที่ไทยควรนำมาเป็นบทเรียน คำถามสำคัญคือ ไทยจะแข่งกับเวียดนามอย่างไร และไทยจะสู้เวียดนามอย่างไร รัฐบาลใหม่ต้องคิดให้ได้ว่าจะสร้างความแตกต่างอย่างไรให้ไทยฉีกออกจากการแข่งขันแบบเดิม และต้องไม่ใช่แผนสวยหรูบนกระดาษ แต่เป็นแผนที่จับต้องได้ ทำได้จริง ทำอย่างไร เมื่อไร และโดยใคร ทำให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา การดึงบุคลากรหน้าใหม่เข้ามาทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ไม่ใช่เปลี่ยนเพียงภาพลักษณ์เท่านั้น

⦁ เชื่อการเมืองแข็งแรงขึ้น

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินถึงชัยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ของพรรคภูมิใจไทยด้วยคะแนนเสียง 193 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง (ผลอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. อยู่ระหว่างประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง) จึงมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยลงได้บ้าง โดยรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณ 2027 จะล่าช้าเพียง 1-2 เดือน ถือว่าไม่มาก และใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสมมุติฐานทางเศรษฐกิจปี 2569 โดยประเมินเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5%

แม้หลายนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ผ่านชุดมาตรการ 10 พลัส เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับไปขยายตัวได้มากกว่า 3% แต่การผลักดันให้เกิดผลสำเร็จจริงยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

หากรัฐบาลสามารถผลักดันชุดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะกลาง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมีความเสี่ยงต้องติดตาม โดยเฉพาะกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการตัดสินคดีทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านเดิม ซึ่งตองจับตาใกล้ชิดด้วย

⦁ แนะรัฐสร้างเครื่องยนต์ศก.ใหม่

สอดคล้องมุมมองด้านตลาดเงินตลาดทุนไทย ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เมื่อรัฐบาลเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนแล้ว หวังใจจะได้เห็นอิทธิฤทธิ์เสกประเทศไทยฟื้นตัวสดใสได้อีกครั้ง

ที่มา : มติชน ออนไลน์ 16 กุมภาพันธ์ 2569

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้